บันทึกเด็กนอก(คอก)

สวัสดีครับ
ไม่ได้เจอกันซะนานกับผม คนอยากวิจารณ์ อ่านมามากก็รู้สึกคันปากครับ
อีกทั้งยังมีความคิดและมุมมองอะไรที่ผมได้จากการอ่านหนังสือแต่ละเล่ม
อยากจะเอามาแบ่งบันให้กับเพื่อนๆ พี่ๆน้องๆ ได้รับรู้กัน
เผื่อว่าใครบางคนกำลังประสบปัญหากลุ้มหาทางออกไม่เจอ เรื่องราวที่ผมอ่าน
อาจจะเป็นเสมือนกุญแจดอกเล็กๆที่ช่วยไขปัญหาเหล่านั้นของคุณก็ได้
ผมหวังว่าอย่างนั้นนะครับ
วิจารณ์วรรณกรรมไทยวันนี้
ผมได้หยิบหนังสือเล่มหนึ่งบนชั้นหนังสือลดราคาพิเสธในร้านสะดวกซื้อเซเว่น
ราคาก็ไม่แพง แค่ 99 บาทเอง เนื้อหาก็โดนใจ โดยเฉพาะหน้าปกและชื่อเรื่องที่ทำให้ผมตัดสินใจควักแบงก์ร้อยใบสุดท้ายในกระเป๋าออกมาจ่าย
หนังสือที่ผมซื้อมานั้น หน้าปกเป็นรูปเทพีเสรีภาพครับ อ่า...เกริ่นแค่นี้
คุณๆก็พอจะเดาออกแล้วละว่ามันต้องเกี่ยวกับประเทศอเมริกาแน่ๆ ซึ่ง...ก็ใช่ครับ
แต่ผมมั่นใจพูดได้เลยว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดา
เหมือนกันหนังสือเล่มอื่นๆที่เกี่ยวกับอเมริกาแน่นอน
เพราะเล่มนี้คือบันทึกที่เขียนขึ้นจากโครงเรื่องชีวิตจริงของชายผู้อาศัยอยู่ในอเมริกาอย่าง
ผิดกฏหมาย
มาถึงตรงนี้อย่างเพิ่งเข้าใจว่าเค้าไปปล้นหรือฆ่าใครนะครับ
เค้าแค่ไปอาศัยอยู่ในอเมริกาแบบพวก โรบินฮู้ด หรือจะพูดแบบเป็นทางการหน่อยก็คือ
ลักลอบเข้าประเทศและอาศัยอยู่อย่างผิดกฏหมายนั่นเอง
นี่แหละครับเป็นสาเหตุแรกที่ผมตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้ทั้งๆที่ผลิกหน้าอ่านไปมาสองสามรอบเท่านั้นเอง
บันทึกเด็กนอก(คอก)
เล่มนี้ หนาประมาณ 140 หน้า แต่ทุกหน้าเต็มไปด้วยความสนุกสนาน
และเรื่องราวที่เร้าให้ผู้อ่าน ลุ้นมาไปแทบทุกนาที เพราะการอยู่แบบผิดกฏหมาย
มันมีความเสี่ยงค่อนข้างสูงต่อการถูกจับ และยิ่งกว่านั้น
สำหรับคนที่อ่อนภาษาอังกฤษด้วยแล้ว มันจึงค่อนข้างแย่เป็นสองเท่าเลยละครับ
บันทึกเล่มนี้เขียนได้ประมาณ
ห้าถึงหกปีที่แล้ว ซึ่งก็ถือว่านาน แต่ข้อมูลข้างในเท่าที่ผมอ่านอย่างละเอียดแล้ว
ก็ข้อนข้างที่จะทันสมัยอยู่ไม่ใช่น้อยครับ ก่อนอื่นที่จะมาอ่านวิจารณ์
ผมขออนุญาตแจ้งแถลงคำว่า โรบินฮู้ด ก่อนนะครับ
ทำไมคนที่ลักลอบอยู่ในอเมริกาอยู่ผิดกฏหมถึงถูกเรียกเช่นนั้น
เป็นเพราะว่า
โรบินฮู้ด ตัวละครเอกของนิทานแฟนตาซีชื่อดัง
มีนิสัยการท่องเที่ยวไปเรื่อยและเป็นหัวหน้าโจรที่ปล้นคนรวยเอาเงินมาช่วยคนจน
ซึ่งไม่ต่างอะไรกับชีวิตคนที่อยู่ในอเมริกาอย่างผิดกฏหมาย
ที่มาของหนังสือเล่มนี้
เริ่มต้นจากเด้กหนุ่มคนหนึ่ง เรียนจบปริญาตรีจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง
แต่ด้วยว่าเป็นคนที่ค่อนข้างเอาแต่ใจ ขี้เกียจ วันๆเอาแต่ของเงินพ่อแม่ไปเที่ยว
ซึ่งพ่อแม่พี่ๆก็ปวดหัวอยู่ไม่ใช่น้อย จนกระทั้งวันหนึ่ง พ่อของเขาเห็นว่า อยู่เมืองไทยไปก็ไม่มีประโยชน์
งานก็ไม่ได้ทำ เรียนก็ไม่ได้เรียน โชคดีที่ครอบครัวเค้าทำธุระกิจเล็กๆส่วนตัว
พ่อจึงตัดสินใจส่งลูกคนนี้ไปเรียนต่อที่อเมริกา ซึ่งเด็กชายก็ไม่ปฏิเสธ อาทิตย์แรก
พ่อยังคงโอนเงินมาให้ แต่พอถึงเวลาจ่ายค่าเทอมนะซิ ที่บ้างกลับไม่โอนเงินมาให้แล้ว
เนื่องจากธุระกิจทางบ้านย่ำแย่จัด จนต้องปิดกิจการ ทำให้เค้าคิดได้ว่า
คงต้องเริ่มทำอะไรบางอย่างเพื่อหาเงินบ้านแล้ว และแล้ว ความเป็นคุณหนูจ๋าก็หายไป
เขาต้องหาอะไรทำซักอย่างเพื่อหาเงินเริ่มแรกด้วยการล้างจาน
และช่วยงานในร้านอาหารไทย แรกๆเค้าต้องทำงานไปด้วยควบคู่กับการเรียน
แต่เพราะส่วนใหญ่ไปเรียนไม่ทัน เลยต้องขาดเรียนซะจนได้รับใบแจ้งอิมมิเกรชั่นส่งไปที่สถานฑูต
นั่นแปลว่า เวลากลับบ้านของเขามาถึงแล้ว
ถึงจุดนนี้เอง
เด็กหนุ่มตัดสินใจเป็นโรบินฮู้ดเต็มตัวเขาไม่มีกรีนการ์ด หรือวีซ่าอะไรแล้ว
อย่างเดียวที่มีคือใบขับขี่ซึ่งใช้แทนพาสเปอร์ หรือกรีนการ์ดได้ (ในบางกรณี)
วันหนึ่งทำงานอยู่ดีๆก็ดันเจอแขกเฒ่าชาวสีม่วง
ชวนไปบาร์เกย์ซะอย่างนั้น ซึ่งเขาก็ตอบรับเพราะไม่รู้ว่าฝรั่งนี่ชวนไปไหน
สุดท้ายก้ต้องหนีตายกลับห้อง
จะอย่างไรก็ดี
หนุ่มโรบินคนนี้ ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในการหาเงิน แต่ก็ดีตรงที่เค้าไปคิดปล้นใคร
ไม่สร้างความเดือนร้อนให้กับสังคมที่นั้น แต่อย่างไร เขาก็อยู่อย่างผิดกฏหมาย
และก็ต้องกลับบ้านในที่สุด เขาตัดสินใจกลับไป
เมื่อวันหนึ่งเพือนสนิทเขาถูกจับเข้าคุก ทว่าเมื่อกลับไปแล้ว
ข่าวร้ายที่สุดในชีวิตก็เกิดขึ้น นั้นคือ การจากไปของคุณแม่ที่เขาแทบไม่มีโอกาสได้ร่ำลา...
จากบทสรุปของหนังสือเล่มนี้
ก่อนอื่นผมต้องขอชมนะครับว่า
คุณโรบินกล้ามาที่จะเปิดเผยเรื่องจริงของคุณเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของเพื่อนร่วมชาติอีกหลายคน
ที่กำลังจะดำเนินรอยตามคุณ มันเป็นตราชั่งอย่างดีเลยละ
สำหรับการตัดสินใจว่าจะใช้ชีวิตที่ลำบากปากกัดตีนถีบ ในเมืองไทย
หรือจะไปอยู่อย่างผิดกฏหมายแถมใช้ชีวิตอย่างตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อตที่อเมริกา
อีกประการหนึ่งที่ผมนึกสงสัยและอยากพบตัวจริงๆของคุณซะเหลือเกินนั่นคือ
เท่าที่ผมอ่าน 140 กว่าหน้า ไม่มีหน้าไหนเลยที่คุณไม่ชมตัวเองว่า หล่อ หรือ ดูดี
ทำให้ผมชักอยากจะเจอคุณบ้างแล้วซิ แต่แน่ๆ
หากผมเจอผมจะไม่ทำแบบตาเฒ่าลูกค้าที่ร้านคุณแน่นอน แฮ่ๆ
เนื้อหาโดยทั่วไปของหนังสือเล่มนี้
เรียกได้ว่าเป็น Non-Fiction อย่างสมบูรณ์แบบเลยครับ เพราะเขียนจากเรื่องจริง
แม้จะมีการใช้สำนวนในการเขียนแบบนวนิยายอยู่บ้าง
แต่ก็ยังมีเค้าโครงจากความจริงอยู่ แต่ในเรื่องของการเว้นวรรคระหว่างคำ
บางย่อหน้ามีการเว้นไม่ถูกช่วง ทำให้การอ่านไม่ไหลลื่น อย่างเช่นในหน้าที่ 24 หน้าที่หลักๆ ของผมก็คือ ช่วยหั่นของต่างๆ เป็นผู้ช่วยกุ๊ก
เตรียมเครื่องผัดหรือเครื่องแกง ให้กับกุ๊กและคอยช่วยกุ๊ก
ตามที่กุ๊กจะสั่ง
นอกจากนี้
ผมยังได้ข้อคิดบางอย่างจากคุณโรบินฮู้ด ซึ่งนับว่าเป็นแนวคิดใหม่ที่ได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้นั่นคือ
คนเราต่อให้อยู่ในภาวะที่คับขันแค่ไหน ยังไงก็ไม่ตาย และมันจะผ่านไปได้
ไม่ว่าจะง่ายหรือยาก สิ่งนั้นมันขึ้นอยู่กับความมานะของเราเอง
ประการสุดท้าย
คุณโรบินทิ้งท้ายไว้ว่า เค้าตัดสินใจผิดที่มาอยู่ที่นี่ ซึ่งก็อาจจะจริง
เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่บังเอิญกับช่วงที่คุณแม่ป่วยพอดี
ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้อยู่ดูแลแม่ในยามช่วงชีวิตสุดท้ายของแม่
แต่ทว่าป้าปีที่ผ่านมา มันก็ได้ทำให้ลูกคุณหูนอย่างคุณ
เปลี่ยนไปเป็นผู้ใหญ่ที่เติบโดและต่อสู้เพื่ออนาคต กล้าคิดและตัดสินใจด้วยตนเองมากขึ้นครับ
สุดท้ายผมนึกคติสอนใจหนึ่งได้ และอยากจะฝากทิ้งท้ายไว้ว่า ความลำบากสร้างคน
ความสบายทำลายคน แล้วเจอกันใหม่กับเรื่องหน้านะครับ
ป.ล.อ่านมาหน้าสุดท้าย ตกใจแทบตายเมื่อรู้ว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือคู่มือโรบินฮู้ด
โดย กลม กลมตระกูล สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น