รายละเอียดชมนาดบุ๊คไพร้ซ์
logopps
logoWoman
logoAsianmanga
rainbow_logo

more >> 

ความสุขของกะทิ

"หนังสืออีกเล่มหนึ่งที่จะกลายเป็นอมตสำหรับเยาวชนไทย
"




      ทันทีที่ถ้อยแถลงเรื่อง ผลรางวัลซีไรต์ประจำปี 2549 ถูกกล่าวขานออกมาดังๆ ให้สาธารณชนได้รับรู้ทั่วกัน เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็อึงมี่ขึ้นมาทันที (...และ หัวข้อที่ถกเถียงกันก็แทบไม่ต่างอะไรจากที่ได้ยินกันมาเกือบทุกปี)



        บางกระแสเห็นว่า ‘ความสุขของกะทิ’ ถูกล็อกไว้แต่แรกเพื่อให้เป็นหนังสือที่ได้รางวัลซีไรต์ในปีนี้ โดยพยายามที่จะเชื่อมโยงไปถึงเรื่องการเมืองและเส้นสายภายในระหว่างผู้เขียน และคณะกรรมการ



        อีกบางกระแสก็เห็นว่าประเด็นที่พูดถึงในหนังสือเรื่องความสุขของกะทิเป็น เพียงเรื่องของปัจเจกที่เล็กน้อยเสียจนไม่น่าจะถูกหยิบยกมาพูดถึงในงาน วรรณกรรม โดยเฉพาะเมื่อนำความสุขของกะทิไปเทียบกับผลงานเข้าชิงเรื่องอื่นๆ ที่พูดถึงปัญหาหนักๆ ระดับสังคมและประเทศชาติ



ื         แต่ถ้ามองถึงความจริงที่ว่าการดำรงอยู่ของ ‘รางวัล’ และ ‘เวที ประกวด’ ถือเป็นความจำเป็นชนิดหนึ่งซึ่งส่งผลต่อยอดขายของสำนักพิมพ์และรายได้ของนัก เขียน หรืออย่างน้อยที่สุด--ก็มีผลในแง่ของการประชาสัมพันธ์ให้เห็นว่าแวดวง วรรณกรรมยังมีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นบ้าง เพราะอย่างนั้น การตั้งคำถามเรื่องมาตรฐานการตัดสินรางวัลจึงอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราต้อง คำนึงถึงเป็นอันดับแรกก็ได้…



        เพราะเรื่องราวเล็กๆ ของเด็กหญิงวัยเก้าขวบอย่าง ‘กะทิ’ ต่างหากที่เราต้องครุ่นคิดคำนึงถึงเมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้จบลง



           ชีวิตอันเรียบง่ายของกะทิถูกถ่ายทอดผ่านภาษาอันสละสลวย ชวนให้คนอ่านคล้อยตามได้อย่างง่ายดาย และสิ่งละอันพันละน้อยที่ปรากฏขึ้นในชีวิตประจำวันของกะทิก็เป็นสิ่งเดียว กันกับที่คนไทยส่วนใหญ่ได้พบเห็นอยู่ทุกวัน ความรู้สึกเกี่ยวโยงสัมพันธ์ระหว่างคนอ่านและเนื้อหาของนิยายขนาดสั้นเรื่อง นี้จึงเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย



         เรามองเห็นความงามของสร้อยสายบัวที่ถูกหักเป็นข้อๆ ให้เด็กหญิงกะทินำมาคล้องคอ และจินตนาการว่านั่นคือเครื่องประดับอันงดงาม เช่นเดียวกับที่เราสามารถรับรู้ถึงความสงบในยามเช้าที่สองยายหลานออกมาใส่ บาตรกับพระสงฆ์ที่พายเรือตามลำน้ำมาบิณฑบาตกับญาติโยม



        และถึงแม้ว่าเด็กหญิงกะทิจะต้องทนเหงาและว้าเหว่กับการที่ตัวเองไม่มีแม่มา คอยดูแลเหมือนเพื่อนคนอื่น แต่เธอก็ไม่เคยบ่นออกมาอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ เพราะเธอเกรงว่าคุณตาคุณยายที่เลี้ยงเธอมาจะลำบากใจหากเธอตั้งคำถามที่ท่าน ตอบได้ลำบาก



         ถ้าใครมีลูกสาวอย่างเด็กหญิงกะทิสักคน เขาและเธอจะต้องเป็นพ่อแม่ที่โชคดีมากๆ เพราะนอกจากกะทิจะเป็นเด็กหญิงน่ารักน่าเอ็นดู เธอยังมีจิตใจที่ดีงาม ว่านอนสอนง่าย และคำนึงถึงจิตใจของคนอื่นเสมอ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรเลยถ้าใครต่อใครจะพากันตกหลุมรักเด็กหญิงกะทิ ในหนังสือเล่มนี้



          แม้กระทั่งช่วงเวลาที่กะทิต้องเผชิญกับทุกข์อันใหญ่หลวงของชีวิต นั่นคือการได้พบกับความจริงว่าแม่ของเธอกำลังจะตาย กะทิก็ยังรับมือกับความเจ็บปวดแห่งการสูญเสียได้อย่างเข้มแข็ง



         หากประเด็นสำคัญก็คือ กะทิสามารถเผชิญหน้ากับสัจธรรมอันเจ็บปวดได้เพราะเธอมีมือที่แข็งแรงคอยโอบ อุ้มประคับประคอง และมือเหล่านั้นก็ได้แก่คุณตาคุณยาย หลวงตา รวมถึงเพื่อนรักทั้งสองคนของแม่ที่คอยดูแลและค่อยๆ สอนให้กะทิรู้จักตัวตนอันลึกซึ้งของผู้ให้กำเนิด



         ประเด็นสำคัญที่เป็นจุดแข็งของหนังสือเล่มนี้และเป็นที่โดนใจนักอ่านทั้ง หลายจึงน่าจะได้แก่ความอบอุ่นเหนียวแน่นของสถาบันครอบครัว รวมถึงมุมมองตามหลักคำสอนของศาสนาพุทธที่สอดแทรกอยู่เป็นระยะ แต่ไม่ทำให้คนอ่านรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกสั่งสอน เพราะผู้เขียนมีความสามารถสูงในการบรรยายและเรียงร้อยถ้อยความ



          อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไปในความสุขอันง่ายงามของกะทิ นักอ่านย่อม สามารถเข้าใจได้โดยไม่ต้องเดาว่าสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเด็กหญิงกะทิไม่ ใช่ความธรรมดาสามัญ เพราะคุณตาคุณยายที่เลี้ยงดูกะทิมาตลอดนั้น-หาใช่ชาว บ้านต่างจังหวัดทั่วไป แต่เป็นถึงผู้มีอันจะกินที่ปลีกตัวจากความวุ่นวายของเมืองหลวงมาใช้ชีวิต อย่างสงบหลังจากเกษียณอายุการทำงานแล้ว



        เช่นเดียวกับครอบครัวของกะทิที่เป็นครอบครัวฐานะดี (ถึงขึ้นดีมาก) ขนาดที่จะมีบ้านพักตากอากาศริมทะเลหัวหินได้ และยังมีที่พักอยู่ในเมืองหลวงอีกหนึ่งแห่งด้วย



           คนที่อยู่รอบตัวกะทิก็ล้วนแต่เป็นผู้มีการศึกษา มีทัศนคติในการดำเนินชีวิตที่ดี รู้จักปล่อยวาง และรู้จักแปรความโศกเศร้าให้กลายเป็นประสบการณ์อันมีค่าได้



          ความสุขของกะทิจึงดูงดงามและเรียบง่ายเหมือนอย่างที่ผู้เขียนพยายามจะบอกได้ เพราะเธอสามารถหาความพึงพอใจในชีวิตจากทุกคนและทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ รายล้อม และทุกปัจจัยที่ว่ามานั้นก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ความหวังดีที่มีมากเสียจนกะทิไม่รู้สึกว่าตนเอง ‘ขาด’ อะไรเลย



        เมื่อรับรู้เรื่องราวของเด็กหญิงกะทิไปจนจบ นักอ่านส่วนใหญ่ก็ยิ่งอิ่มเอมตื้นตันใจมากขึ้นเท่านั้น เพราะภาพชีวิตและบรรยากาศรอบตัวกะทิที่ถูกถ่ายทอดออกมาดูชวนฝันและงดงาม เกินกว่าที่ความโหดร้ายในโลกจริงจะเอื้อมมือไปฉีกทึ้งทำลายได้



         หัวใจที่เต็มเปี่ยมด้วยความรักของกะทิจึงงดงามอย่างที่ควรจะเป็น และกะทิ ก็คงจะเป็นเด็กผู้หญิงในอุดมคติที่ทุกครอบครัวอยากมีไว้สักคน แม้ในความ เป็นจริงแล้วสังคมของเราจะไม่มีเด็กหญิงที่หัวใจงดงามได้ขนาดนี้ เพราะสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ไม่ได้เอื้อให้เด็กหญิงแบบกะทิมีตัวตนอยู่จริง สักเท่าไหร่



         ทุกวันนี้...ยังมีเด็กหญิงและเด็กชายอีกมากที่ต้องทนทุกข์และเผชิญกับความ เจ็บปวดโดยไม่มีใครยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ แต่เรื่องราวของพวกเขาเหล่านั้นคงจะหดหู่และไม่ทำให้ใครรู้สึกดีได้ ซึ่งนั่นก็คงเป็นเหตุผลว่าทำไมเรื่องสั้น นิยาย หรือแม้แต่วรรณกรรมเยาวชนในบ้านเราจึงไม่ค่อยมีเรื่องที่มองจากมุมของ ‘ผู้ ขาดแคลน’ ดูบ้าง



           ‘ความสุขของกะทิ’ จึงเป็นหนังสือที่ควรสนับสนุนให้เด็กๆ ได้อ่านกัน เพราะเรื่องราวทั้งหมดนั้นจะช่วยให้เด็กๆ มองโลกในแง่ดีได้มากขึ้นโดยที่เราไม่ต้องพยายามเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก และดูเหมือนจะเป็นความพยายามที่แนบเนียนนุ่มละมุนกว่าการบังคับให้เยาวชนไทย ร้องเพลง ‘เด็กเอ๋ยเด็กดี’ วันละหลายๆ รอบเสียด้วยซ้ำไป


ขอบพระคุณบทวิจารณ์คุณภาพจาก : ประชาไท


จำนวนผู้เยี่ยมชมคอลั่มน์ วิจารณ์หนังสือไทย ทั้งหมด จำนวน ครั้ง

 
Praphansarn Publishing Limited Company
668-676 Jarunsanitwong Rd., Bangplud, Bangkok 10700 THAILAND. Tel. 0-2435-1671, 0-2435-5789, 0-2435-1672
Fax. 0-2434-6812, 0-2435-51671-2
E-mail : editer@praphansarn.com, foreignright@praphansarn.com, web-master@praphansarn.com Web Site : www.praphansarn.com
Warning: The Images on this Site are protected by digital watermark technology.
Copyright © 2000 Praphansarn Ltd. All rights reserved.
Reproduction in whole or in part in any form or media without express written permission from Praphansarn Co., Ltd. is prohibited.