รายละเอียดชมนาดบุ๊คไพร้ซ์
logopps
logoWoman
logoAsianmanga
rainbow_logo

more >> 

ปองพล อดิเรกสาร

กับผลงานสารคดีภาพชุด

                    "สัตว์ป่าแอฟริกา"




 

   ผ่านตากันมาหลายผลงานกับนักเขียน-นักการเมืองมากความสามารถอย่าง คุณปองพล อดิเรกสาร อาทิ นิยายคามิเลียนแมน,  แม่โขง,  พ่อภาค1-2,  สุจิปุลิ และผลงานเล่มอื่น ๆ  ล่าสุดคุณปองพลมากับผลงานสารคดีภาพชิ้นใหม่ ชุด สัตว์ป่าแอฟริกา ซึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวมรายละเอียดของสัตว์ป่าแอฟริกามากกว่า 100 ชนิด นก 90 ชนิด และแหล่งธรรมชาติที่มีชื่อเสียง 13 แห่ง ของแอฟริกา พร้อมด้วยภาพถ่ายจำนวนกว่า 600 ภาพ ซึ่งจะให้ความเพลิดเพลินและข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจในธรรมชาติ และนักท่องเที่ยวซาฟารีใน 6 ประเทศของแผ่นดินใหญ่แอฟริกา  อันได้แก่ แคนยา แทนนาเซีย  ซิมบับเว บอสสวานา นามีเบีย  และแอฟริกาใต้ พร้อมทั้งประเทศมาดากัสการ์ซึ่งอยู่นอกชายฝั่ง

 

คุณปองพลเล่าถึงการทำงานเขียนที่ผ่านมารวมทั้งหนังสือเล่มนี้ว่า ในความเป็นนักเขียนสิ่งที่ต้องมีมากที่สุดคือ ข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการเขียนนิยายหรือสารคดี ข้อมูลก็ถือเป็นส่วนประกอบสำคัญมากพอๆ กัน อย่างการเขียนแนว Fiction สิ่งแรกเลยคือ เราต้องมีข้อมูลก่อนจากนั้นเรื่องราวถึงจะตามมา แล้วจึงเสริมส่วนที่เป็นจินตนาการเข้าไป ส่วนในการเขียน nonfiction ข้อมูลเป็นสิ่งที่จำเป็นแน่นอนอยู่แล้ว


ผมเองเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก ส่วนใหญ่เป็นหนังสืออ้างอิง แล้วก็สนใจเรื่องของรูปภาพ  ผมจะเก็บสะสมภาพต่าง ๆ ที่มีเอาไว้ บางภาพในหนังสือเล่มนี้ถ่ายเมื่อปี 2530 หรือ 2526 เลยก็มี อยากบอกว่าทุกคนมีแหล่งข้อมูลของตัวเอง นั่นคือประสบการณ์ของชีวิตที่ผ่านมามากมาย ใครที่อยากเป็นนักเขียนสามารถเป็นได้ เพราะทุกท่านมีเรื่องราวที่เป็นประสบการณ์แค่ยังไม่มีโอกาสที่จะมาถ่ายทอด หลายท่านก็ทราบดีว่าผมเป็นนักการเมือง หากถามว่ามาเป็นนักเขียนแล้วจะขัดกับการเป็นนักการเมืองไหม คำตอบคือ  ไม่เลย... การเป็นนักเขียนจะต้องใช้คำพูดให้น้อยคำที่สุด แต่การเป็นนักการเมืองต้องใช้คำพูดมาก พูดซะจนลิงหลับ เพราะฉะนั้นการเป็นนักเขียนจะช่วยให้เราสามารถลำดับเหตุการณ์สรุปเรื่องให้กระชับ  เท่ากับว่าการเขียนช่วยลับสมองของการเป็นนักการเมืองให้ดีขึ้นต่างหาก

 

ผมเคยคุยกับช่างตัดผมคนหนึ่ง คุยกันมา 30 ปี ก็เลยบอกกับเขาว่า คุณน่าจะมีประสบการณ์เรื่องราวต่าง ๆ มากมายเลยนะ เพราะลูกค้าคนไหนมานั่งให้ตัดผม ก็ต้องเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ฟัง  คนขับแท็กซี่ก็เช่นกัน เขาจะได้ฟังเรื่องราวต่างๆ จากผู้โดยสารมากมาย  รวบรวมเรื่องราวเหล่านี้เอาไว้สิ  ก็เหมือนอย่างนักเขียนบางท่าน ทำงานบนเครื่องบิน ก็เอาประสบการณ์มาเขียน หรือบางท่านเป็นหมอหรือนางพยาบาล ผ่านผู้คนมามาก ก็เลยรู้เรื่องต่างๆ มาก ก็สามารถหยิบเรื่องราวมาเล่าให้ฟัง ถ้ามองตลาดหนังสือทุกวันนี้จะเห็นว่าคนไทยเป็นนักเขียนกันมาก ซึ่งแต่ละเรื่องเป็นเรื่องที่เขาประสบกันมาทั้งนั้น ฟังดูนักเขียนอาจคล้ายนักเล่าแต่มันต่างกันที่  นักเล่าคือการถ่ายทอดด้วยคำพูด แต่นักเขียนถ่ายถอดด้วยตัวอักษร และบางเล่มก็มีการถ่ายทอดด้วยภาพ อย่างหนังสือสัตว์ป่าแอฟริกาเล่มนี้


 


สำหรับแรงบันดาลใจในการทำหนังสือเล่มนี้เกิดจากการที่ผมเขียนหนังสือมาทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย และเมื่อเดือนสิงหาคนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปที่ประเทศเคนย่า ก็ไปที่ร้านหนังสือ ผมก็เห็นหนังสือหลายเล่มที่เกี่ยวกับสัตว์ป่า ทั้งหมดเขียนโดยชาวต่างชาติ หลากหลายภาษา แล้วก็มีภาพประกอบเยอะมาก  พอเห็นบางภาพในหนังสือเหล่านั้น ผมก็คิดได้ว่าเราก็มีภาพแบบนี้  เลยคิดได้เดี๋ยวนั้นเลยว่า ผมน่าจะมาทำหนังสือเกี่ยวกับสัตว์ป่าแอฟริกาเป็นภาษาไทย เอาไว้ให้คนไทยได้อ่านบ้าง ซึ่งหนังสือภาษาไทยเราไม่ค่อยมี ผมก็เลยไปถ่ายภาพเพิ่มเติมเพื่อเอามาลงหนังสือ โดยปกติเวลาที่เขาถ่ายภาพลงหน้าปกเขาจะถ่ายภาพหน้าตรงของสัตว์ ผมก็เลยถ่ายเก็บไว้พอกลับมาก็รวบรวม แล้วก็ปรับ Photoshop เอง  ทุกหน้าส่งให้โรงพิมพ์แบบนั้น แล้วก็พิมพ์ตามนั้นเลย จากนั้นผมก็มานั่งดู ปรากฏว่ายังขาดภาพของสัตว์และนกอีกหลายชนิด ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมาผมเลยกลับไปถ่ายภาพเพิ่มเติม

การท่องซาฟารีนั้น มันจะไม่เหมือนสัตว์ป่าของไทย เพราะที่นั่นไม่ใช่ป่าทึบ ถ้าเป็นป่าทึบสัตว์มันจะซ่อนตัวอยู่ตามที่ทึบๆ แต่ในแอฟริกา มันก็จะเป็นทุ่งหญ้ากว้าง เวลาไปดูสัตว์ที่นั้นก็ต้องนั่งรถเปิดประทุนไป ขับไปตามสัตว์ พื้นดินที่นั่นก็แข็ง สามารถจะเข้าไปได้ทุกที่ที่มีสัตว์ ใช้รถบุกเข้าไปเลย อยู่ห่างจากสิงโตสามเมตรก็ยังถ่ายรูปได้ ซึ่งเขาก็ไม่ได้สนใจไม่กลัวอะไรเลย เพราะว่าในการไปท่องซาฟารีที่แอฟริกาต้องนั่งรถแบบนี้ แล้วสัตว์ป่าพวกนี้เขาก็เห็นรถแบบนี้มาตั้งแต่เกิด เขาเห็นว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของรถ แต่ว่าห้ามลงจากรถเด็ดขาด เพราะถ้าท่านก้าวขาลงจากรถท่านจะถือเป็นเหยื่อตัวหนึ่ง มีนักท่องเที่ยวหลายคนถูกสัตว์ป่าทำอันตราย และที่โดนทำร้ายมากที่สุดคือชาวญี่ปุ่น คือเขาค่อนข้างจะกล้าหรือจะใช้คำว่าบ้าบิ่นก็ได้ ธรรมชาติของสิ่งโตเวลามันนอนอยู่กับครอบครัว มันจะนอนเล่นแล้วก็นอนหงาย หยอกล้อเล่นกัน บางคนบอกน่ารักอยากลงไปเกาคางเล่น ผมบอกว่าไม่ได้นะ สิงโตนี่มีอยู่กันเป็นครอบครัว แล้วก็จะมีตัวผู้หนึ่งหรือสองตัวเป็นพี่น้องกันคุมฝูง อาจจะมีตัวเมียห้าหกตัว ลูกอีกเจ็ดแปดตัว แล้วเวลาไปล่าสัตว์ ตัวเมียจะเป็นคนล่า แต่ตัวผู้จะกินก่อน แล้วมันก็จะไประวังภัยให้ตัวเมียกับลูก บางคนไม่รู้ลงไป ตัวผู้มันก็คอยกระโจนเข้าอยู่แล้ว การไปดูสัตว์แอฟริกานั้น ตราบใดที่อยู่บนรถจะไม่มีอันตราย  มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมขับรถไปไม่เจออะไรเลย ซักพักก็ไปเจอสิงโตตัวเมีย มันกำลังล่าควายป่า ซึ่งเราก็อยู่ห่างแค่สามเมตร แต่มันไม่สนใจเราเลย กลับมองไปที่ควายป่า นี่คือข้อแตกต่าง เพราะฉะนั้นการถ่ายภาพสัตว์ป่าที่แอฟริกาจะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก อย่างสัตว์บางชนิด ผมไปกี่ครั้งๆ ก็ไม่เจอ แต่หลากชนิดไม่คิดว่าจะพบก็พบ ดังนั้นในหนังสือเล่มนี้จึงมีสัตว์อยู่หลายร้อยชนิด ซึ่งบางชนิดผมก็ต้องกลับไปถ่ายภาพเพิ่มเติม


เรื่องราวและขั้นตอนของการไปถ่ายภาพสัตว์ป่าแอฟริกาก็คือ พอเรานั่งรถไปก็จะมีสัตว์ป่าที่เรียกว่า บิ๊กไฟว์ หรือผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง 5 ได้แก่ช้าง สิงโต แรด ควายป่า แล้วก็เสือดาว ใน 5 ชนิดนี้ เสือดาวดูยากที่สุด แต่ผมได้ภาพมาภาพหนึ่งซึ่งหายากมากเลยคือภาพเสือดาวกำลังคาบลูก ซึ่งขนาดคนที่ขับรถให้ผมเค้าบอกว่าขับรถมาหลายปี เจอแต่เสือดาวล่าเหยื่อ แต่ไม่เคยเห็นภาพเสือดาวคาบลูกเลย เค้าเลยขอภาพนี้ด้วย ให้ผมส่งให้ ซึ่งถือว่าโชคดีมากเพราะปกติเสือดาวเป็นสัตว์นักล่า แต่ก็ยังมีสัตว์นักล่าที่ล่าลูกเสือดาวเหมือนกัน คือหมาในและลิงบาบูน  เพราะฉะนั้นเสือดาวก็จะระวังตัว เมื่อลูกของมันมีอายุประมาณสามสัปดาห์มักจะเป็นเหยื่อของลิงบาบูน กับหมาใน ลองคิดดูนะครับลิงบาบูนมากันยี่สิบกว่าตัวเสือดาวก็ต้องวิ่งหนี ผมถ่ายรูปลิงบาบูนกำลังล่าเสือดาวที่หางขาดเลยนะ เสือดาวต้องวิ่งหนีขึ้นต้นไม้ เสื้อที่ดุร้ายก็ยังมีดุร้ายกว่า ในหนังสือเล่มนี้ก็มี อย่างรูปเสือดาวอยู่ในโพรงไม้ ตอนแรกผมก็เห็นเขาอยู่ในโพรงไม้แล้วก็ลงมามอง จากนั้นก็เข้าไปในโพรงไม้อีก แล้วก็คาบอะไรซักอย่างอยู่ในปาก ตอนแรกก็นึกว่าเหยื่อ คนขับรถก็บอกว่าไม่ใช่นั่นลูก ซึ่งเขาจะคาบย้ายอยู่ตลอด นี่คือธรรมชาติ เพราะอย่างนั้นเวลาไปถ่ายรูปสัตว์ป่าต้องศึกษา ผมเองจะไปถ่ายภาพมาทำหนังสือก็ต้องศึกษา ซึ่งยังมีสัตว์อีกบางชนิดที่หาภาพไม่ได้ ผมเลยไม่ได้เอามาลง ภาพที่เห็นทั้งหมดนี้มีภาพอยู่สามภาพที่ผมขอเขามา



                      


นอกจากนี้คุณปองพลยังแนะนำสำหรับผู้ที่อยากไปท่องเที่ยวที่แอฟริกาด้วยตนเองว่า มีหลายคนมาถามผมว่าเที่ยวแอฟริกาจะต้องไปที่ไหน จริงๆ แล้วมันแล้วแต่ความสนใจ ถ้ามาถามว่าจะไปช็อบปิ้งที่ไหนอันนี้ผมตอบไม่ได้ แต่ถ้าถามว่าจะไปดูสัตว์ที่ไหน ดูอย่างไร ผมแนะนำได้ มันแล้วแต่เราต้องการ อย่างการดูสัตว์ บางครั้งมันก็มีข้อกำหนดเหมือนกัน ครั้งก่อนผมไปบึงบอระเพ็ด ผมก็ถามเจ้าหน้าที่ว่าช่วงเวลาไหนดีที่สุดที่จะชมนก เค้าก็บอกว่าช่วงเช้าๆ หน่อย เพราะสายแล้วมันร้อน ผมก็สงสัยเลยถาม มันร้อนสำหรับนกเหรอ เขาตอบว่า “เปล่าหรอก มันร้อนสำหรับคน” เพราะฉะนั้นเราต้องรู้เวลา อย่างที่ซาฟารี ถ้าท่านอยากจะไปดูตอนที่เค้าล่าเหยื่อ มีบางคนบอกไม่อยากดูหรอกสงสาร อย่างในดีสคอฟเวอร์รี่ ภรรยาผมเค้าบอกไม่อยากดูหรอก สงสาร แต่ว่าพวกช่างภาพอยากจะได้ภาพตอนที่สิงโตกระโดดใส่เหยื่อ หรือภาพตอนหมาในรุมทึ้งเหยื่อ ซึ่งมันเป็นเรื่องธรรมชาติ คนที่ไปดูตอนล่าเหยื่อเขาบอกว่าต้องออกไปดูตั้งแต่เช้าเลย ไปดูเสือดาวล่าเหยื่อต้องเวลานี้เท่านั้น แต่ถ้าอยากไปดูสัตว์ทั่วๆ ไป ดูเวลาไหนก็ได้ อีกช่วงก็จะเป็นตอนเย็น เพราะฉะนั้นต้องคิดไว้ก่อนว่าจะไปดูอะไร 


บางคนถามบอกว่า ทำไมแอฟริกามีสัตว์ป่าเยอะจัง นั่นก็เพราะพวกเค้าไม่ทำร้ายสัตว์ป่า ไม่ใช่ว่าพวกเขาเป็นมังสวิรัตินะครับ เขากินไก่ กินเลือดวัว แล้วก็มีวิธีเชือดคอวัวเพื่อดูดเลือดด้วยนะ  แต่ถ้าเป็นสัตว์ป่าเขาไม่กินกัน  สำหรับวัวนี่เขาถือว่าเป็นสัตว์ที่มีค่า เพราะฉะนั้นเขาจะเลี้ยงวัวไว้ แล้วก็จะปะปนกับกวาง ทางรัฐบาลก็จะออกกฎมาว่า ถ้ามีใครไปทำร้ายสัตว์ป่า เขาจะยึดวัว ซึ่งมันก็เหมือนการยึดทรัพย์ นี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมแอฟริกาจึงมีสัตว์ป่ามาก  มีกวางประเภทหนึ่งมันจะอพยพทุกปี ประมาณล้านแปดแสนตัว ซึ่งทุกๆ เดือนจะย้ายไปเรื่อย ๆ เพราะหญ้าหมด ไล่กินไปเรื่อยแล้วก็กลับมาที่เดิม อย่างพวกม้าลายกับกวางชนิดนี้ มันจะพึ่งพาอาศัยกันนะ ม้าลายจะหูดีแต่ตาไม่ค่อยดี แต่กวางพวกนี้ตาดีแต่หูไม่ค่อยดี ตอนนั้นผมก็นั่งรถไปพอเจอฝูงม้าลายขวางตรงหน้าเราก็หยุดรถ พวกม้าลายก็หันหน้ามาดูเรากันหมดเลย เลยไม่รู้ว่าใครไปดูใครกันแน่ เพราะฉะนั้นเวลาเขาอพยพมาก็จะเต็มทุ่งเลย แล้วเวลาข้ามแม่น้ำนะ โอ้โห! จระเข้อิ่มเลย เพราะต้องตกเป็นเหยื่อจระเข้ไปบ้าง เขาคำนวณว่าสัตว์ที่อพยพมา เวลาที่เค้าอพยพ ผมก็นั่งรถตามนะ พอไปถึงท้ายๆ ขบวนก็จะเห็นสิงโตตามมา สิงโตเสือต่างๆ กินครั้งหนึ่งอยู่ไปได้สิบกว่าวัน จากนั้นก็มีหมาในตามมาอีก หลังจากนั้นก็จะมีอีแร้งบินตามมา พออีแร้งไปก็จะมีนกตัวเล็กๆ มากินจนเหลือแต่กระดูก นี่คือ วัฏจักรแห่งธรรมชาติ


 


สุดท้ายคุณปองพลยังฝากถึงคนที่อยากเป็นนักเขียนไว้ว่า ผมเชื่อว่าทุกท่านเป็นนักเขียนได้ ปัจจุบันกล้องถ่ายรูปดิจิตอลถ่ายภาพได้ มือถือก็ถ่ายได้ เพราะฉะนั้นอย่าทิ้ง ยิ่งเป็นดิจิตอลมันเก็บง่าย แต่มันก็หายง่าย เผลอกดลบไปก็หมดเลย  เวลาผมถ่ายแล้ว เอากลับมาบ้านผมจะไรท์ใส่ซีดีไว้เลย  3 ชุด กันสูญหาย เพราะนั่นคือเหตุการณ์ ที่อาจจะเป็นครั้งเดียวในชีวิต หรือภาพเดียวในโลก เนื่องจากเวลาและโอกาสที่จะถ่ายภาพนี้ไม่มีอีกแล้ว ผมเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียบเรียงเรื่องราวได้จากประสบการณ์   อย่างผมเป็นนักเขียน แล้วลูกสาวผมได้ลูกแฝดหญิง ตอนนี้เขาก็กำลังเขียนหนังสือเกี่ยวกับแม่ที่มีลูกแฝด ผมก็แนะนำเขาว่าให้ถ่ายภาพไว้ให้หมดเลย เพราะประสบการณ์ทุกคนมันสามารถถ่ายทอดด้วยภาพต่างๆ แล้วมารวบรวมเป็นเรื่องราวได้ และสำหรับท่านที่อยากเขียนนิยาย มันก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับบุคคล ตัวละคร บุคคลจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ต้องเป็นคนเลวแล้วก็มาดีตอนหลัง หรือดีแล้วก็ไปเลว ไม่อย่างนั้นมันก็จะไม่น่าสนใจ แล้วที่สำคัญ ต้องมีการเคลื่อนไหว จากจุด ก ไปจุด ข และระหว่างเคลื่อนไหวต้องมีเหตุการณ์เกิดขึ้น ทุกสามสี่หน้า เพื่อชวนให้คนติด ผมเชื่อว่าทุกคนมีประสบการณ์หมด อีกวิธีการหนึ่งท่านสนใจเรื่องอะไร อย่างถ้าท่านสนใจเรื่องอาชญากรรมก็ตัดแล้วเก็บไว้สิ  ผมเองก็ทำแบบนั้น สนใจเรื่องช้างก็ตัดแล้วเขียนไว้เลยเรื่องช้าง แล้วก็มาใส่คนเข้าไป เป็นเหตุการณ์จริง อย่างคนที่มาอ่านเขาคิดว่าผมเขียนเรื่องจริง ซึ่งผมก็บอกไปว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง มันอยู่ที่เราว่าจะเขียนให้เขาเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่

               

นอกจากจะพบกับผลงานของคุณปองพลได้ตามแผงหนังสือแล้ว ก็ยังสามารถเข้าไปติดตามผลงานการถ่ายภาพของคุณปองพลได้ที่เว็บไซต์  adirexphotogallery.com    และพบกับคุณปองพลในบทบาทของพิธีกรได้ในรายการ สุดหล้าฟ้าเขียว ตอนเปิดโลก ทางช่อง3 ทุกวันเสาร์ที่ 1 และ 3 ของเดือน เวลาหกโมงเช้า หรือสามารถฟังรายการของท่านได้ที่ช่อง 11 รายการ “ฟังเราบ้าง” และหากใครสนใจสั่งซื้อหนังสือ สัตว์ป่าแอฟริกา หรือผลงานเล่มอื่น ๆ ของคุณปองพล อดิเรกสารสามารถเข้าไปสั่งซื้อได้โดยตรงผ่านทาง  http://www.praphansarn.com/book     

 

 

(**รูปภาพประกอบจาก  http://www.adirexphotogallery.com)

 

 

 

 

 

 

 

 


จำนวนผู้เยี่ยมชมคอลั่มน์ จากขอบเวทีสู่ผู้อ่าน ทั้งหมด จำนวน ครั้ง

 
Praphansarn Publishing Limited Company
668-676 Jarunsanitwong Rd., Bangplud, Bangkok 10700 THAILAND. Tel. 0-2435-1671, 0-2435-5789, 0-2435-1672
Fax. 0-2434-6812, 0-2435-51671-2
E-mail : editer@praphansarn.com, foreignright@praphansarn.com, web-master@praphansarn.com Web Site : www.praphansarn.com
Warning: The Images on this Site are protected by digital watermark technology.
Copyright © 2000 Praphansarn Ltd. All rights reserved.
Reproduction in whole or in part in any form or media without express written permission from Praphansarn Co., Ltd. is prohibited.