สวัสดีต้นเดือนกันยายนท่ามกลางบรรยากาศฝนพรำ และขอแสดงความยินดีกับผลงานรวมเรื่องสั้นชุด เราหลงลืมอะไรบางอย่าง ของ วัชระ สัจจะสารสิน ที่คว้ารางวัลวรรณกรรมยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์)ไปได้ในที่สุด

พูดถึงก้าวย่าง 30 ปีซีไรต์ หากไม่ร่วมมือกับ 32 องค์กรที่ผลักดันการอ่านให้เป็นวาระแห่งชาติ และไม่สนว่าวรรณกรรมเข้ารอบทั้ง 9 เล่มนี้ (มิใช่แค่เล่มที่ได้รับรางวัล)จะหาอ่านได้ยากง่ายแค่ไหน เกรงว่ารางวัลซีไรต์ต่อไปก็คงมีอนาคตไม่ต่างกับ รางวัลจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ที่เคยดังเป็นพลุ หนังสือเล่มไหนได้รางวัลนี้มามักจะขายดิบขายดี แต่ทุกวันนี้กลับเงียบเป็นเป่าสากไปเสียแล้ว เมื่อรางวัลไม่ช่วยกระตุ้นในการขาย ก็ไม่อาจกระตุ้นการอ่านของประชาชนให้ดีขึ้นได้ เฉกเช่นวรรณกรรมรางวัลซีไรต์ ที่เคยมีอายุการขายนานถึง 10 ปี แต่ปัจจุบันเหลือแค่ 3 ปี จะฮิตฮอตกันอยู่ในช่วงแรกๆ เท่านั้น
 
ที่กล่าวมา ไม่ใช่ว่าจะมาติเตียนคนในวงการเดียวกันให้เจ็บช้ำน้ำใจ  เพียงแต่เห็นว่าอยากให้การเดินทางของ 30 ปีมีอะไรใหม่ๆ เข้ามาบ้าง ไม่เพียงเห็นแต่ภาพที่ว่าคณะกรรมการซีไรต์ คือ ผู้มอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้เท่านั้น หรือแม้แต่การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง การเพิ่มรางวัลสำหรับสารคดี นั่นก็คงยังไม่พอ ไหนๆ ก็ทำดีมา 30 ปีแล้ว มาร่วมกันผลักดันการอ่านให้เป็นวาระแห่งชาติอีกซักเรื่องจะเป็นไร  เพื่อที่ซีไรต์จะไม่ใช่แค่ผู้ตัดสินรางวัลแต่มาร่วมผลักดันการอ่านอย่างต่อเนื่องด้วย
 
 ถึงแม้ขณะนี้รัฐบาลยังไม่พร้อมที่จะหันมาสนใจ แต่เราก็คงหยุดไม่ได้ เพราะอย่างที่เห็นๆ ว่าทุกวันนี้คนเราไม่ค่อยฟังกันแล้ว ไม่ใช้เหตุผล เพราะคนในบ้านเมืองเรามีรากฐานการอ่านที่อ่อนแอ เรากำลังถูกสื่อครอบงำ กำลังตัดสินใจจากความคิดคนอื่น การรายงานของสื่อต่างๆ ไม่ได้ช่วยสอนให้ใครคิดเป็น เพียงแต่เป็นรายงานที่มีทั้งข้อเท็จและข้อจริงเท่านั้น การอ่านที่ดีที่สุด คือการได้อ่านหนังสือดีๆ ที่สอนให้เราคิด และหนังสือดีๆ ที่ว่าก็ต้องเป็นหนังสือที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัยด้วย  ปล่อยให้รัฐบาลแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของเขาไปเถอะ ส่วนเราก็มาแก้ปัญหาของอนาคตกันดีกว่า  เห็นว่าอย่างไร