ชาติวุฒิ บุณยรักษ์บอกว่าตัวเขาเองอ่านหนังสือมาน้อยเมื่อเทียบกับนักเขียนคนอื่นๆ เขาเริ่มอ่านพ๊อตเก็ตบุ๊คเล่มแรกตอนเรียนอยู่ปริญญาตรี ผิดกับนักเขียนท่านอื่นที่ส่วนใหญ่จะรักการอ่านมาตั้งแต่เด็กๆ แต่พ๊อตเก็ตบุ๊คเล่มแรกในชีวิต อย่าง ปรัชญาชีวิตของฌอง-ปอล ซาร์ตร์ ที่ชาติวุฒิอ่านก็มีบางสิ่งบางอย่างที่ฉุดรั้งให้เขาเริ่มหันมามองพ๊อตเก็ตบุ๊คเล่มเล็กๆเล่มอื่น
จริงๆ แล้วเป็นคำถามที่ดูเหมือนจะตอบง่าย แต่เอาเข้าจริงตอบยากและต้องใช้เวลานานพอสมควรนะครับ เพราะผมชอบหนังสือหลายเล่ม และแต่ละเล่มก็แตกต่างหลากแนวกันไป ส่วนเหตุผลที่ชอบก็แตกต่างกันไปเช่นกัน เอาเป็นว่าผมตอบเรื่อยๆ เท่าที่เวลาจะอำนวยและหัวสมองพอจะนึกได้ในตอนนี้แล้วกันนะครับ
เริ่มต้นจากหนังสือที่เป็นแรงบันดาลใจก่อน
มีอยู่หลายเล่มด้วยกันที่สร้าง แรงสั่นสะเทือน ภายใน เช่น
พันธุ์หมาบ้าและคำพิพากษาของ ชาติ กอบจิตติ (สนพ.หอน)...อันนี้คงไม่ต้องขยายความ อย่างที่บอกไปในบทสัมภาษณ์แล้ว อ่านสนุกและทำให้อยากเขียนหนังสือบ้าง
นักกู่ตะโกน ของ ศักดิ์ชัย ลัคนาวิเชียร (เอ...คุ้นๆ ว่าประพันธ์สาส์นพิมพ์หรือเปล่าเอ่ย) เล่มนี้สดมากๆ เป็นเล่มเล็กแต่ใหญ่อีกเล่มหนึ่งสำหรับผม
สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน ของ วินทร์ เลียววาริณ (สนพ.ดอกหญ้า) เก่ง ช่างคิด อ่านแล้วทึ่ง พี่วินทร์ เป็นคนขยัน ทำงานหนัก มีวินัย สมควรแก่การเอาเยี่ยงอย่าง อ่านสนุกครับ ช่างคิด...
คร่าวๆ แค่นี้ก่อนแล้วกันครับ...
จดหมายถึงกวีหนุ่ม ของ ไรเนอร์ มารีอา ริลเค (สนพ.มูลนิธิโกมลคีมทอง-หากจำไม่ผิด) เป็นหนังสือเล่มบางมาก แต่อัดแน่นด้วยแรงบันดาลใจ เน้นไปที่การเดินทางเข้าสู่ด้านในของปัจเจก การสนทนากับตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อที่จะพบกับคำตอบที่แท้จริง...

ปรัชญาชีวิตของ ฌอง-ปอล ซาร์ตร์ (สพน.สามัญชน) เล่มนี้มีอิทธิพลในการจัดระเบียบวิธีคิดในหัว ส่งผลต่อทัศนคติและวิถีในการมองโลกในเวลาต่อมา ผมมองว่าหากมีโอกาส คนเราควรจะหาเวลาในการอ่านหนังสือปรัชญาบ้าง อ่านให้หลากหลายที่สุดเท่าที่จะทำได้(หนังสือธรรมะก็เป็นปรัชญาเช่นกัน) เพราะมันสำคัญต่อโลกทัศน์สำคัญต่อมุมมองที่เราจะมีต่อสิ่งเร้าต่างๆ ที่มากระทบ หากศึกษาอย่างแท้จริงและใจเย็นพอ ปรัชญาจะสอนให้เรามองสิ่งต่างๆ วิเคราะห์สิ่งต่างๆ อย่างเป็นระบบระเบียบและมีที่มาที่ไป เป็นการสังเคราะห์จุดยืนทางความคิด ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตอันสุขสงบ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนเขียนหนังสือ จะมีประโยชน์มากครับ
โลกของโซฟี ของ โยสไตน์ กอร์เดอร์ (สนพ.คบไฟ) ด้วยเหตุผลเช่นเดียวกันกับเล่มก่อน แต่ต่างกันตรงที่มันหนากว่า (ฮ่าๆๆๆ) ล้อเล่นครับ ต่างกันตรงที่มันมีความเป็น fiction อยู่ จึงอ่านสนุกกว่า ยิ่งไปกว่านั้น เป็นการนำปรัชญามารวมกับประวัติศาสตร์และอื่นๆ เรียกว่าอ่านเล่มเดียวได้ครบ แต่ต้องค่อยๆ ละเลียด ตรงไหนไม่เข้าใจก็อ่านทวน เพราะจริงๆ แล้วมันนำสิ่งยากๆ ทั้งหมดมาย่อยให้ง่ายขึ้นและรวมไว้ในเล่มเดียวกัน เราจะเห็นความเป็นมา พัฒนาการของปรัชญา การเมือง ประวัติศาสตร์แบบย่นย่ออยู่ในเล่มนี้หมด อ่านแล้วอิ่ม...
มาถึงหนังสือเล่มโปรดที่ชอบๆ บ้าง(เท่าที่จะนึกออกในตอนนี้นะครับ เพราะจริงๆ แล้วมีเยอะมาก)
แม่มดบนตึก ของ ปริทรรศ หุตางกูร (สนพ.รูปจันทร์) โดยจริตส่วนตัวผมเป็นคนชอบอ่านงานหยิกแกมหยอก อ่านแล้วขำๆ อมยิ้ม (แต่แอบมีสาระ) ซึ่งสำหรับผมแล้ว เล่มนี้เป็นงาน Satire ที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งตั้งแต่ผมเคยอ่านมา มันสนุกมันจี้ได้ตรงจุดสะดุดตุ่มตอในหัวใจดำๆ ผมจำเนื้อหาได้แทบทุกเรื่อง เล่าได้ด้วยซ้ำ เพราะผมชอบเป็นพิเศษ อย่างเรื่องพระเจ้ากับมนุษย์นี่...พี่แกคิดได้ไง(วะ)...ฮ่าๆๆๆ...
แผ่นดินอื่น และหนังสือเล่มอื่นๆ ของ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ (สนพ.นาคร) งานของพี่กนกพงศ์ เป็นงานที่น่าอ่านทุกเล่มสำหรับผม น่าศึกษา สำหรับผมพี่กนกพงศ์เป็นคนละเอียดอ่อนมาก เรียกได้ว่าหากบรรยายต้นไม้ล่ะก็ เห็นลึกไปถึงรายละเอียดของตุ่มตาลายไม้เลยทีเดียว และแง่คิดที่ได้จากการเรื่องของพี่เขาก็น่าสนใจเสมอครับ
มนุษย์สองหน้า ของ อัลแบร์ กามูส์ (สนพ.สามัญชน) เล่มนี้ก็เป็นเสียดสีเช่นกัน เสียดสีมนุษย์ทุกคนบนโลก กระตุ้นให้หยุดคิด สำรวจตรวจสอบตนเอง วิพากษ์ตนเอง ซึ่งผมมองว่าเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นมากสำหรับมนุษย์ทุกคน ใช่หรือไม่ว่าเราทุกคนล้วนมีด้านมืด มีความเห็นแก่ตัวซุกซ่อนอยู่ตรงไหนสักแห่งภายในซอกมืดเล็กๆ ของหัวใจ...ประเด็นคือทำอย่างไรเราจึงจะสามารถควบคุมมิให้สิ่งไม่ดีในตัวเราเหล่านั้น ออกมาเพ่นพ่านทำร้ายคนอื่นน้อยที่สุด แพร่เชื้อโรคให้คนอื่นน้อยที่สุด หากอ่านสามก๊กครบสามรอบคบไม่ได้...สำหรับผมแล้ว อ่านมนุษย์สองหน้าครบสามรอบนับเป็นยอดกัลยาณมิตร (หากไอ้หมอนั่นจะไม่เป็นมนุษย์สองหน้านะ ฮ่าๆๆๆ)...
ตึกคนไข้หมายเลขหก ของ อันตัน เชคอฟ (สนพ.คำหอม-น่าจะเป็นกลุ่มนาคร) เช่นเดียวกับเล่มมนุษย์สองหน้า จัดเป็นหนังสือที่เรียกว่า A Big Little Book กล่าวคือเล่มเล็ก บาง ดูเหมือนจะอ่านง่ายจบเร็ว แต่ในความเป็นจริงตรงกันข้าม เพราะเนื้อหาสาระที่บรรจุอยู่ในหนังสือเล่มบางๆ เล่มนี้นั้น หนักหนาสาหัสเอาการอยู่ พอๆ กับเล่ม ความฝันของคนวิกลจริต ของ ฟีโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี้ หรือ ไม้หลา ของ ลีโอ ตอลสตอย...
หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว ของ กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ (สนพ.สามัญชน) แม้ผมจะไม่ได้คุ้นชินหรือเคยสนอกสนใจงานแนวเมจิคเรียลลิซึ่มมาก่อน แต่เล่มนี้ต้องยกให้ลุงแกเลยครับ มันอ่านสนุกชวนติดตาม มีการวางโครงเรื่องมาเป็นอย่างดี คิดดูสิ หนังสืออะไรวะต้องมี Family Tree (สาแหรก) ด้วย เพราะเป็นเรื่องของคนในตระกูลหนึ่ง ประมาณห้าหรือหกชั่วโคตรนี่แหละ ทั้งๆ ที่ยาวถึงเกือบหกร้อยหน้าแต่อ่านเพลินมาก มันมีการผสมผสานประวัติศาสตร์และการเมืองของประเทศแถบละตินอเมริกาเอาไว้ด้วย แล้วมันก็โรแมนติคแบบหม่นๆ เศร้าๆ น่ะ ซึ่งผมว่ากลิ่นแบบนี้มันน่าจะเข้าถึงคนหมู่มากได้ไม่ยาก (หากอดทนพอที่จะอ่านจบ) เพราะไอ้ความโรแมนติคเนี่ยมันเป็นสิ่งสากล...อ่านยังไม่ทันจบ ผมเขียนบทกวีได้หนึ่งบทแล้ว เป็นหนังสือระดับแรงบันดาลใจอีกเล่มหนึ่ง
ฤทธิ์มีดสั้น ของ โกวเล้ง และ มังกรหยก-ภาคหนึ่ง ของ กิมย้ง
สองเล่มนี้ขาดไม่ได้เลยครับ มันส์มากๆๆๆๆ...จริงๆ ผมไม่ใช่คอนิยายกำลังภายในตัวยง แต่ตอนที่เรียนโทมีเพื่อนที่สนิทกันคนหนึ่ง มันเป็นแฟนกำลังภายในแล้วมันก็เชียร์ผมมากๆ ว่าต้องอ่านให้ได้ ผมก็เลยลองอ่านดู ปรากฏว่าติดงอมแงมเลยครับ วางไม่ลง อ่านจนตีสามตีสี่ไม่เป็นอันกินอันนอนเลย สนุกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่รักเพื่อนมากๆ นี่ น่าจะชอบหนังสือของโกวเล้ง เพราะเขาเป็นคนที่รักเพื่อน ยึดถือคุณธรรมน้ำมิตร และสิ่งเหล่านี้จะปรากฏอยู่ในงานของเขาแทบทุกเล่ม...สไตล์มันจะต่างกันโดยสิ้นเชิงระหว่างสองท่านนี้ กิมย้งจะพรรณา มีบรรยายโวหารเยอะ เอาประวัติศาสตร์จริงของจีนมาเป็นฉากหลังของเรื่อง ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ไปในตัว อีกทั้งตัวละครก็เยอะแล้วแต่ละคนนี่แปลกพิสดารเหลือล้น...ในขณะที่โกวเล้งนี่จะสั้น กระชับ ดำเนินเรื่องรวดเร็ว ฉับไว บรรทัดนี้ชักกระบี่ บรรทัดหน้าคู่ต่อสู้แม่งตายแล้ว หรือไม่ก็เดินผ่านป่าทีหนึ่ง นกโผขึ้นฟ้าเลยหายหมดเกลี้ยงเพียงเพราะแค่รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวของมือกระบี่ อะไรประมาณนั้น มันจะมีอารมณ์เหนือจริงอยู่แต่อ่านสนุกน่ะครับ เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในโลกอีกใบ ใครไม่อยากติดอย่าอ่าน เพราะอ่านแล้วจะติดงอมแงม...