Google play App Store

วราภรณ์ สมพงษ์

วันนี้เธอได้เริ่มต้น

24 กรกฎาคม 2555

วราภรณ์ สมพงษ์

คงจะคุ้นหน้าคุ้นตากันดีกับสาวสวยหน้าหวานคนนี้ ไม่เพียงแต่ความสามารถที่แสดงให้เห็นกันทาง ทีวีในบทบาทผู้ประกาศข่าวช่อง ITV วันนี้เธอได้สวมอีกหนึ่งบทบาทในฐานะนักเขียน เจ้าของผลงาน "รังนกกระเต็น" ซึ่งรวบรวมเรื่องจากคอลัมน์ประจำที่เธอเขียนอยู่ในเนชั่นสุดสัปดาห์มาให้แฟน ๆ ได้อ่านกันอย่างจุใจ และด้วยนิสัยส่วนตัวที่ชอบการอ่านและรักการเขียนอยู่เป็นทุนเดิม เธอจึงสวมบทบาทใหม่นี้ได้อย่างสมจริง ฉะนั้นหากคุณได้ลองสัมผัสกับ "รังนกกระเต็น" คุณจะรับรู้ได้ว่าเธอเป็นนักเขียนที่มีอะไรมากกว่าคนดังเขียนหนังสืออย่างแน่นอน มาดูกันว่ากระเต็นสาวมีอะไรมาเล่าสู่กันฟังบ้าง…

เริ่มรู้ตัวว่าอยากเขียนหนังสือหรือรักการเขียนหนังสือมาตั้งแต่เด็กเลยหรือเปล่าคะ
สมัยเด็ก ๆ เป็นเด็กกิจกรรมค่ะ ก็ไม่ทราบว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไรเป็นพิเศษ รู้แต่ว่าถ้าได้ทำกิจกรรมนอกห้องเรียน นอกหลักสูตรจะมีความสุขเป็นพิเศษ พอรู้ตัวอีกทีก็รู้สึกว่าตัวเองจะติดนิสัยชอบล่ารางวัลและมักจะเป็ตัวแทนของโรงเรียนไปแข่งขันกิจกรรมต่าง ๆ อยู่บ่อย ๆ กิจกรรมที่ว่าก็อย่างเช่น อ่านทำนองเสนาะ อ่านร้อยแก้ว ร้อยกรอง ตอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ร้องเพลง ฯลฯ มาย้อนดูตอนนี้มันก็มีกิจกรรมทางด้านภาษาไทยเยอะเหมือนกันนะ เราทำด้วยความสนุกโดยมีรางวัลเป็นแรงจูงใจ คิดแบบเด็ก ๆ น่ะเวลาชนะมันโก้ชะมัดเลย มารู้ตัวอีกทีก็ไม่รู้ว่าไปได้ความมั่นใจมาจากไหน เรื่องการเขียน การอ่าน ก็จากกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทำนั่นเอง ความจริงอาจจะไม่เก่งมาก อาศัยลูกมั่นใจ แล้วก็ถูไถไปเรื่อย ๆ ชอบไปแข่งเขียนเรียงความ เขียนกลอน เป็นนักเลงกลอนคนหนึ่งในโรงเรียน ถ้าไม่มั่นใจไม่กล้าเข้าห้องแต่งกลอนประกวดหรอก เพราะ เดี๋ยวแต่งไม่จบออกจากห้องไม่ได้ อย่างเดี๋ยวนี้ชักจะไม่ค่อยมั่นใจแล้ว ไม่ได้แต่งนาน

แล้วมีการแบ่งเวลาอย่างไรระหว่างการเขียนหนังสือกับงานประจำที่ค่อนข้างวุ่นวาย
ความจริงมันปน ๆ กันนะ เพราะงานประจำของเรา คืองานข่าว มันเอื้อให้ได้เจอแรงบันดาลใจต่าง ๆ นานา ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของงานเขียน พอเจอเรื่องโน้นเรื่องนี้ คนโน้นคนนี้ที่มีมากระทบใจเรา และเห็นว่ามันน่าคิดก็จะจด จะเก็บบันทึกไว้เป็นข้อความสั้น ๆ กันลืม อาจจะเป็นบทสรุปที่เราคิดได้หรือคำคม ๆ ชวนคิด แล้วเอาไว้จบงานแล้วค่อยกลับมาคิดต่อ งานเขียนหนังสือสำหรับดิฉันส่วนใหญ่จะใช้เวลากลางคืน เพราะเรารู้สึกสบาย ๆ จบความวุ่นวายในตอนกลางวันไปหมดแล้ว อีกอย่างพอชาวบ้านเขาหลับกันหมด บรรยากาศมันเงียบชวนให้เกิดสมาธิ แล้วเราก็มักจะคิดอะไรดี ๆ ออก สังเกตตัวเองว่าจะนั่งทำงานเขียนในตอนนี้ได้นานและดีกว่าตอนกลางวัน แต่ก็ไม่แน่นะคะ ถ้ามันคิดแล้วจบไปเลยในตอนนั้น ๆ ก็ต้องรีบเขียน ๆๆๆ เพราะไม่งั้นเดี๋ยวลืม

มีหนังสือแนวใดที่ชอบอ่านเป็นพิเศษมั้ยคะ
ชอบอ่านทุกแนว (กระซิบ) ความจริงไม่ชอบแนววิชาการเท่าไหร่ แต่หนังสือประเภทนี้จะเป็นอัศวินม้าขาวทุกที่เวลาที่เราต้องการข้อมูล ต้องการคำตอบอะไรจริง ๆ จัง ๆ หนังสือวิชาการบางเล่มก็เขียนได้สนุก แต่ถ้าจะให้อ่านแบบหย่อนใจ ประเภทเรื่องสั้น วรรณกรรมเยาวชน นิยาย นิทานอะไรทำนองนี้อ่านหมด คงไม่ต่างกับหลาย ๆ คนที่ชอบความบันเทิง บทกวี ก็ชอบนะ แต่ต้องอยู่ในอารมณ์ที่สงบจริง ๆ นิ่งจริง ๆ แล้วจะรู้สึกดีมาก ๆ ดิฉันมีความรู้สึกว่าหนังสือเหมือนเพื่อนที่มีนิสัยต่าง ๆ กันไป บางคนคงแก่เรียนรู้ไปหมดทุกอย่าง อยากรู้อะไรก็ให้คำตอบได้ไปเสียหมด บางเล่มก็เหมือนนักจิตวิทยาเวลามีปัญหาคับข้องใจ เราก็มักจะได้คำตอบ ได้แนวคิดดี ๆ จากหนังสือประเภทนี้ บางเล่มก็เต็มไปด้วยจินตนาการพลอยให้เราสนุกสนาน ร้องไห้ หัวเราะไปกับหนังสือด้วย จะว่าชอบอ่านแนวไหน ขึ้นอยู่กับว่าตอนนั้น ๆ อยู่ในอารมณ์แบบไหนค่ะ อย่างตอนนี้กำลังกลับมาติดหนึบกับงานวรรณกรรมเยาวชนอีกแล้ว

นักเขียนในดวงใจที่ชื่นชอบผลงานเป็นพิเศษมีใครบ้างคะ
ที่ชอบเป็นพิเศษก็มี คุณอังคาร กัลยาณพงศ์ วันหนึ่งจะต้องหาโอกาสไปคารวะท่านให้ได้ ดิฉันเคยเรียนวิชาวรรณกรรมไทย และได้อ่าน "กวีนิพนธ์" ของท่านที่ได้ซีไรท์ รู้สึกชอบมากเลย เพราะตอนเรียนอาจารย์คนสอนก็ปลื้มท่านอังคารมาก สอนไปก็ปลื้มไป จบคอร์สเลยเป็นอาการเดียวกันหมดทั้งครูทั้งลูกศิษย์ ชอบท่านอังคาร ความจริงนักเขียนที่ชอบมีหลายคน แล้วแต่ลีลาการเขียนที่ต่าง ๆ กันน่ะค่ะ อย่างอาจารย์หม่อม หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช นี่ถือว่าสุดยอดเพราะรู้ลึกแล้วก็รู้รอบ แถมยังถ่ายทอดได้ดีมาก ๆ เสียอีก ท่านเขียนได้สนุกตั้งแต่เรื่องพุทธศาสนา เรื่องหมา ยังเรื่องน้ำพริกในครัว จะหาคนรู้และถ่ายทอดได้ดีขนาดนี้ได้อีกหรือเปล่าก็ไม่รู้

ทราบว่าเคยได้รับรางวัลในการเขียนนิทานประกวด คิดจะมุ่งเน้นมาเขียนงานสำหรับเด็กโดยเฉพาะบ้างมั๊ย อย่างนิทานหรือวรรณกรรมเยาวชน
ความจริงมีคนชวนเหมือนกัน แต่ถ้ามองดูตัวเองในตอนนี้แล้วท่าจะยาก งานที่ทำประจำไม่เอื้ออำนวยที่จะมานั่งจินตนาการ ซึ่งดิฉันมองว่าเป็นเรื่องยากนะคะ ยากกว่าการเขียนบทความทางวิชาการเสียอีก งานหนัก ๆ แน่นด้วยข้อมูลบางชิ้นจะยากก็ตอนค้นคว้าและวิเคราะห์ แต่งานในลักษณะนี้ไม่รู้จะไปค้นที่ไหน ต้องนิ่ง และมีสมาธิ ค้นพบจากตัวเอง ถ้ามีโอกาส สามารถพัฒนาตัวเองไปถึงขั้นนั้นได้ก็น่ายินดี นักเขียนวรรณกรรมเยาวชนดี ๆ เก่ง ๆ ในบ้านเรามีน้อย แต่สำหรับดิฉันคงต้องใช้เวลาอีกนาน ถือเป็นความฝันขั้นต่อไปแล้วกันค่ะ

อยากให้เล่าถึงการเริ่มต้นงานเขียนเรื่อง "รังนกกระเต็น" ให้ฟังหน่อยค่ะว่า มีที่มาที่ไปยังไง มีอะไรเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนคะ
ตอนที่ส่งนิทาน เรื่องบ้านของสีรุ้ง ประกวดกับทางมูลนิธิเด็ก แล้วได้รับรางวัล ทางมูลนิธิเด็กเขาก็จะเอาเรื่องที่ได้รับรางวัลในทุกระดับมารวมเล่ม เป็นหนังสือชื่อ หว่านฝันด้วยเมล็ดพันธุ์แห่งจินตนาการ มีชื่อดิฉันกับบ้านสีรุ้งอยู่ในนั้นด้วย พอมาอ่านข่าว มีนักข่าวจากเนชั่นสุดสัปดาห์ ชื่อคุณนันทพร ไวศยะสุวรรณ์ ไปอ่านหนังสือเล่มนี้ ต้องบอกว่าเธอเป็นนักอ่านจริง ๆ เพราะหนังสือเล่มนี้พิมพ์นานมากแล้ว ตั้งแต่ปี 38 ได้มั้ง เห็นชื่อวราภรณ์ ก็เลยสนใจ มาสัมภาษณ์ลงในเนชั่นสุดสัปดาห์เกี่ยวกับแง่มุมของคนอ่านคนเขียนหนังสืออะไรทำนองนี้ คุยกันถูกคอก็เลยได้ติดต่อแลกเปลี่ยนกันมาเรื่อย จนวันหนึ่งทางเนชั่นเขาจะปรับรูปเล่ม เขาอยากได้นักเขียนผู้หญิงบ้าง พี่นันทพรก็เลยนึกถึงแล้วโทรมาชวน ความจริงแกก็ถาม ๆ อยู่แต่ดิฉันเองใจไม่ถึงตั้งแต่แรก เพราะรู้ดีว่างานเขียนเป็นงานที่ใช้เวลามาก ยิ่งถ้าเป็นคอลัมนิสต์แล้ว ยิ่งไปกันใหญ่ ถ้าวันไหนเกิดหมดมุขขึ้นมา นี่ถึงขั้นเสียคนได้เลยนะคะ แต่แล้วบางอย่างก็มาทำให้ต้องตัดสินใจ

เพราะมานั่งคิดว่านี่มันเป็นโอกาสที่ดีอีกอย่างหนึ่งในชีวิตเลยทีเดียว สมัยก่อนงานนี้ก็เป็นงานที่เราต้องการ ใฝ่ฝันอยากจะทำเมื่อโอกาสมาอยู่ตรงหน้าแล้ว ปล่อยให้มันผ่านไปเฉย ๆ อย่างนี้เสียชื่อกระเต็นหมด เลยลองลงมือเขียน ตอนนั้นยังไม่ได้รับปากเขานะคะ บอกว่าขอคิดดูก่อน แล้วนั่งลงลองลิสต์ดูว่าตัวเองจะเขียนเรื่องอะไรบ้าง เออ มันก็มีเรื่องอยู่พอสมควร แล้วเลยสึกไปถึงรายการบางอย่างที่เคยลิสตไว้ตั้งนานแล้ว นั่นก็คือ 50 รายการที่ตัวเองอยากจะทำก่อนจากโลกนี้ไป เอ้ ! หนึ่งในนั้นมีงานเขียนรวมอยู่ด้วย ถ้าอย่างนั้นก็เห็นทีจะปล่อยโอกาสให้ผ่านไปไม่ได้แล้วล่ะ ดิฉันเขียนเรื่องแรกส่งไปให้พี่แคน สาลิกา คุณบัณฑิต จันทศรีคำ อ่าน ชื่อ "เหตุผลที่ต้องทำ" เล่าว่าทำไมจึงตัดสินใจเป็นคอลัมนิสต์ บอกพี่แคนลองอ่านดูก่อน ถ้าคิดว่าได้ก็เอาถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร คือพอคิดจะทำแล้วชักจะปอด ๆ เพราะเนชั่นสุดสัปดาห์มีแต่นักเขียนมืออาชีพ ระดับอาจารย์ทั้งนั้น ให้บก.เป็นคนตัดสินดีกว่างานระดับเรา ๆ อย่างนี้จะเทียบชั้นกับรุ่นพี่ได้ไหม ปรากฏว่าพี่แคนเอาลงเลย หลังจากนั้นเป็นต้นมาเลยตกกระไดพลอยโจนต้องเขียนส่งเขามาเรื่อย ๆ ทุกอาทิตย์ น่ะก็ปาเข้าไปเกือบปีแล้ว บางทีมันอาจจะอยู่ได้เพราะความแตกต่างน่ะค่ะ

มีการวางแผนเขียนงานเล่มต่อไปหรือยังคะ แล้วจะออกมาแนวไหน
ความจริงก็ยังเขียนงานอยู่เรื่อย ๆ รังนกกระเต็นที่รวมเล่มออกมา เป็นแค่ดอกผลที่งอกเงยมาระหว่างทางเท่านั้นล่ะค่ะ ถึงไม่รวมเล่มก็ต้องเขียนไปเรื่อย ๆ อยู่ดีตราบใดที่เขายังให้เขียน พอออกมาหนึ่งเล่มก็เลยกลายเป็นว่าไอ้ที่เขียน ๆ อยู่ตอนนี้ เป็นเล่มสองไปโดยปริยาย เป็นการทำงานแบบทูอินวันน่ะค่ะ รังนกกระเต็นส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเล่าในแต่ละสัปดาห์ของดิฉันเอง พอครบรวมอีกเล่มก็อาจจะได้เก็บเรื่องเล่าที่ได้แง่คิดแบบนกกระเต็นออกมาอีกครั้งหนึ่ง ไม่รู้เหมือนกันว่าเขียนงานลักษณะนี้เขาเรียกว่าแนวไหน แนวตามใจฉันมั้งคะ

กับงานข่าวที่แสนวุ่นวายและการเขียนหนังสือที่ใช้ระบายความครุ่นคิดแล้ว ยังมีงานอดิเรกสบาย ๆ อะไรทำบ้าง
ชอบปลูกต้นไม้นะคะ แต่ปลูกไม่ได้เรื่องเลย เขาเรียกว่ามือร้อนมั้ง ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ ในการปลูกสักเท่าไหร่ มันมีชีวิตอยู่ให้ชื่นชมได้ไม่นานก็พากันลาโลกไปซะหมด แม้แต่ตะบองเพชร คือว่ารดน้ำหนักมือไปอีก อันที่จริงไม่อยากโทษตัวเองเสียทีเดียว เพราะตอนนี้สภาพก็ไม่เอื้ออำนวยในการปลูกอะไรสักเท่าไหร่ เพราะอยู่คอนโด ต้นไม้ไม่ได้ลงดินจริง ๆ เวลาที่เราละเลยเขาก็ไม่สามารถหากินเอาเองได้ เป็นความตั้งใจอีกอย่างที่อยากมีพื้นที่เล็ก ๆ เอาไว้ทำสวนของตัวเอง สวนดอกไม้ สวนครัว อะไรก็ว่าไปตามเรื่องตามราว ชอบ แต่ยังหาโอกาสทำจริงจังไม่ได้สักที

ตั้งความหวังสูงสุดเกี่ยวกับการทำงานเขียนไว้อย่างไรบ้างคะ
ถ้าเป็นไปได้ อยากจะอยู่กับมันไปจนแก่เฒ่าเลยนะเนี่ย แต่มันต้องขึ้นกับปัจจัยอะไรอีกหลายอย่าง คนอ่านสำคัญที่สุด เขียนแล้วไม่มีใครอ่านก็คงอยู่ได้ไม่นานเท่าไหร่ แต่รังนกกระเต็นค่อนข้างจะอบอุ่นนะคะ แต่ละสัปดาห์จะมีจดหมายเข้ามาบ้าง โทรศัพท์บ้าง มาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในเรื่องนั้นเรื่องนี้ เหมือนเป็นเพื่อน ๆ ที่ได้สังเกตชีวิตไปพร้อม ๆ กัน อีกหน่อยถ้าเก่งกว่านี้ อยู่มือกว่านี้ อยากจะพัฒนาให้มีแง่มุมที่ลุ่มลึกขึ้น ด้วยกลวิธีที่แยบยลขึ้น อาจเอาวัตถุดิบมากลั่นเป็นเรื่องสั้น กวี นิยาย จึงถือว่าเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในงานเขียนไปเรื่อย ๆ ทุกวันนี้เริ่มฝันถึงภาพตัวเองตอนแก่ ๆ ออกไปลุยงาน ออกไปทำอะไรโลดโผนไม่ไหวแล้ว แต่ก็ยังสร้างงานได้ด้วยการเขียน ซึ่งแน่นอนว่ามันจะลุ่มลึกกว่าช่วงวัยนี้อีกมาก ชักจะอยากแก่เร็ว ๆ แล้วนะเนี่ย

อยากให้ช่วยแนะนำเพื่อน ๆ น้อง ๆ ที่อยากมีงานเขียนของตัวเองบ้าง
อันที่จริงแล้ว งานเขียนเป็นงานหนักไม่ต่างจากแบกหินแบกปูนเลยนะ มีนักเขียนมากมายต้องซุ่มซ่อนตัวเองในที่สงบเพื่อให้ได้มาซึ่งแรงบันดาลใจ ต้องไล่จับความคิดของตัวเองอยู่ทุกวัน ใครที่อยากเป็นนักเขียนคงต้องฝึกฝนตัวเองอย่างหนัก แน่นอนว่าต้องเขียน ถ้ามีแรงบันดาลใจแล้วถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีนะคะ ลงมือเลยอย่ารอช้า เพราะมันจะจางไปเร็วมาก ดิฉันอาจจะยังไม่ใช่นักเขียนที่ดีที่เก่ง แต่บังเอิญว่าโอกาสมันผลักดันให้ได้เริ่มต้น แต่งานเขียนทุกชิ้นที่ออกไปคือความรับผิดชอบ เพราะถือว่าเป็นงานที่ได้นิ่งนึก ครุ่นคิดเป็นอย่างดีแล้ว ถ้าจะมีผิดพลาดก็ยอมรับโดยดุษฎีไม่มีข้ออ้างอะไรทั้งนั้น สำหรับคนที่อยากเขียนแต่ยังไม่มีแรงบันดาลใจ การอ่านหนังสือก็ช่วยได้ค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือดี ๆ อย่างรังนกกระเต็น ช่วยได้มากเลย ลองไปหาอ่านดู อันนี้แอบโฆษณาแฝงเล็กน้อย

 

Share: | View : 374