เพลงบรรเลง | เพลงมีเสียงร้อง
สังคม เภสัช-มาลา

 

      "อย่าเสียใจที่เกิดมาจนและด้อยโอกาส อย่าตีโพยตีพายชะตาชีวิต แต่จงพร้อมที่จะน้อมรับตั้งรับมันอย่างชาญฉลาด และจงเป็นตัวของตัวเอง อย่ารีบร้อน สะสมประสบการณ์เสียให้ฉ่ำแล้วหันมาเขียนมันอย่างมีความสุข" เป็นถ้อยคำกำลังใจมอบให้สำหรับผู้มีความใฝ่ฝันในงานเขียน จากใจ สังคม เภสัช-มาลา
        ผู้ซึ่งในอดีตเป็นเด็กชนบทที่ค่อนข้างจะขัดสนและขาดโอกาส เป็นคนขี้โรคอ่อนแอ แต่ดื้อและซน จนจบป.4 แล้วญาติคิดว่าขืนให้เลี้ยงควายและอยู่บ้านเหมือนเด็กอื่น ๆ ไม่ได้การแน่ แต่ครั้นจะให้เรียนต่อในระบบ ก็ไม่มีเงินส่งเสีย จึงตัดสินใจนำไปบวชเณรตั้งแต่อายุ 11-12 ปี เรื่อยมาจนถึงประมาณ 18 ปี
มีความเป็นมาอย่างไรในการเริ่มต้นงานเขียนคะ
          ปีแรก ๆ ที่บวชไม่ค่อยประสีประสา คอยอุปัฏฐากพระสงฆ์องค์เจ้าอย่างเดียว ปีถัดมาจึงเข้มข้นขึ้นอีกหน่อย จากบ้านเกิดไปตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้างแล้วแต่ใครจะชวนหรือชักพา ไปอยู่ในป่าในเขา เข้าไปนอนในถ้ำ กระทั่งได้มาอยู่ในสำนักธรรม-บาลีชื่อดังแห่งหนึ่ง จึงได้มีโอกาสอ่านหนังสือหลากหลาย ตอนนี้แหละที่ได้อ่านงานของท่านพุทธทาสภิกขุ,หลวงวิจิตรวาทการ และ ปิ่น มุทุกัณฑ์ รวมถึงหนังสือประเภทเริงรมย์อย่างบางกอก โดยเฉพาะบางกอกเนี่ยติดหนึบเลยละ แต่ไม่ค่อยจะมีเงินออกช่วยเพื่อนๆ คืองี้ ตอนนั้น บางกอกเล่มละ3 บาทใช่ไหมละ เพื่อนในกลุ่มคอเดียวกันจะออกเงินกันคนละบาท,ห้าสิบและสลึง รวมกันเข้าพอดีกับค่าหนังสือ ซื้อมาแล้วให้คนออกมากที่สุดอ่านก่อน รองลงมาตามลำดับ ผมเองประเภทหางแถวคือส่วนมากจะไม่มีเงินสมทบ ต้องรอให้เพื่อน ๆ อ่านหมดทุกคนเสียก่อน บางครั้งไปนั่งรออยู่ข้าง ๆ เตียงเพื่อนหรือหน้าห้องเหมือนคนไข้รอหมอไม่มีผิด แต่ก็มีความสุขนะ ยินดีที่จะรอ ไม่รู้สึกรำคาญเลย แต่ถ้าเพื่อนจะเล่าให้ฟังเนี่ยไม่เอา ต้องอ่านเอง ตรงนี้มังที่เป็นบ่อเกิดให้รักการอ่าน รักหนังสือ
          สึกจากเณร กะจะไปเรียนต่อ ปวช. อย่างเพื่อน ๆ แต่ชีวิตพลิกกลับทำให้ต้องเข้ามาเป็นหนุ่มโรงงานที่กรุงเทพฯ แต่ไม่เคยห่างจากการอ่าน ไปสมัครเป็นสมาชิกห้องสมุดวัดปากน้ำ ได้อ่าน เพชรพระอุมา จนจบทุกเล่มตอนนี้ นิยายจีนเล่มหนา ๆ หลายเล่มจบก็มาอ่านตอนมาเป็นคนงานและเด็กวัดในเมืองหลวงนี้แหละ
          กลับไปตรวจทหารที่บ้าน โดยคิดว่าจะสมัครเป็นด้วยซ้ำ แต่ไม่ผ่านเพราะผอมเป็นขี้ก้าง น้ำหนัก 41 วัดรอบหน้าอกไม่ได้มาตรฐานตามกำหนดอีก จึงต้องไปเป็นหนุ่มโรงสี ช่วยญาติที่ต่างจังหวัดทำงานสารพัด กระทั่งกลับมาอุปสมบทอีกครั้ง ทีนี้ไปจำพรรษาอยู่ที่อุบลราชธานี 2 ปีแล้วสึกมาสอบบรรจุครูที่โคราชปี 2523
          ตอนเป็นครูนี้แหละที่ได้อ่านเจองานเพื่อนคนหนึ่งที่ฟ้าเมืองไทย เอ๊ะ วงเดือน ทองเจียว มันเพื่อนเราสมัยเป็นสามเณรที่ขอนแก่นนี่หว่า แต่จนด้วยเกล้าจะติดต่อสืบถาม เพราะรู้เพียงว่าเพื่อนเป็นชาวยโสธร แต่ไม่ทราบที่อยู่จริง ๆ ของเพื่อน อีกอย่างเรียนจบระดับ 4 แล้วต่างคนต่างไป กระทั่งวันหนึ่งได้รับจดหมายจากวงเดือน ดีใจมากกับข่าวนี้ มีประโยคหนึ่งที่เพื่อนเขียนมาถามในจดหมายว่า "ยังอ่านและเขียนหนังสืออยู่หรือเปล่า ?"
          เป็นประโยคที่จุดไฟพรึบเลย แบบว่าแต่ก่อนเคยเขียนเรื่องสั้น ๆ แล้วแลกกันอ่านกับวงเดือน แต่ไม่เคยส่งไปที่ไหน และได้หยุดเขียนไปหลายปี แม้จะอ่านอยู่เหมือนเดิมแต่การเขียนทิ้งไปเลย นอกจากบันทึกประจำวันและบันทึกการสอนแล้วไม่ได้เขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน งานในหน้าที่ งานนอกหน้าที่ทำให้ลืมไปเลยว่าครั้งหนึ่งเคยอยากเป็นนักเขียน แต่ตอบแบบอมภูมิไปว่า "ยังเขียนอยู่เหมือน....."
          วงเดือน คงเชื่อแหละจึงเขียนจดหมายมาให้กำลังใจเป็นหอบ คำแนะหลายอย่างเลยทีเดียว พูดได้ว่าเป็นคนเขียนหนังสือได้เพราะเพื่อนคนนี้ วันหนึ่งจึงลองส่งเรื่องสั้นไปที่ เขาเริ่มต้นที่นี่ จำได้กระทั่งทุกวันนี้ว่ามันชื่อ "คุณครูของฉัน" ครูอาจินต์ ปัญจพรรค์ ตอบมาสั้น ๆ ว่าผ่านและขอเปลี่ยนชื่อเป็น "ครูโรเนียว" นั้นคือเรื่องแรกที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกในชีวิต ดูเหมือนจะเป็น ปี พ.ศ. 2528 ความรู้สึกว่าคุณมีปีกแล้วบินได้จะเกิดขึ้นตอนเรื่องแรกได้ตีพิมพ์นี้แหละ ลองหาประสบการณ์นี้ดูสักครั้งนะครับ
ทราบว่าปัจจุบันคุณสังคมเขียนคอลัมน์ลงในเนชั่นสุดสัปดาห์ด้วย เริ่มต้นได้อย่างไร
          ครับ เป็นคอลัมน์เกี่ยวกับการศึกษาหรือแวดวงครู เด็ก ๆ อะไรประมาณนี้
          วันหนึ่งเพื่อนที่ทำงานอยู่ใน กอง บก.ของเนชั่นฯ ท่านหนึ่ง มาเยี่ยมที่บ้านแล้วได้พูดคุยถึงประเด็นการปฏิรูปการศึกษาทั้งในแง่ของพระราชบัญญัติ กฎ ระเบียบต่าง ๆ และแง่ของความจริง กล่าวคือ ความจริงที่เกิดขึ้นกับครูและเด็ก ๆ ในปัจจุบัน(ที่ไม่ใช่การเสแสร้ง) เพื่อนคนนั้นหัวเราะเอิ๊ก ๆ เออ มันอย่างนี้เองหรือวะ ลองเขียนให้หน่อยประไร พอดีเนชั่นฯเขาจะปรับผังงานและเนื้อหาหนังสืออยู่ด้วย
          ผมจึงมีโอกาสเป็นคอลัมนิตส์เล็ก ๆ กับเขาตั้งแต่บัดนั้น เป็นคอลัมน์ฯที่มีคอนเซ็ปว่าจะเล่าเรื่อง การศึกษาที่ไม่ใช่วิชาการ เหมือนกับครั้งหนึ่งที่ คำหมาน คนไค เคยเขียน บันทึกครูประชาบาล แต่เสียดายว่าหนังสือเล่มนี้ใครจิ๊กไปแล้วไม่ทราบ หาซื้อ หาตามห้องสมุดก็ไม่เจอ อยากอ่านอีกครั้งจริง ๆ ใครมีช่วยสงเคราะห์ด้วยนะครับ จะขอบพระคุณอย่างยิ่ง ผมยินดีซื้อต่อในราคาเดิม.
งานเขียนคอลัมน์มีความต่างอย่างไรกับการเขียนนวนิยาย เรื่องสั้น บ้างคะ นอกจากเรื่องเวลาและพื้นที่ที่จำกัด มีเสน่ห์ตรงไหนหรือเปล่า
          แตกต่างกันมากเทียวครับ นิยาย เรื่องสั้นนั้นเป็นเรื่องของศิลปะและอารมณ์ มีรูปแบบการถ่ายทอดต่างออกไปจากงานเขียนอื่น ๆ มีการเก็บซับแล้วค่อยมาย่อยมาเขียน เขียนเสร็จแล้วยังต้องขัดเกลา ปรับปรุงอีกเยอะ บางเรื่องใช้เวลาเป็นปี แต่คอลัมน์ฯนั้น ใช้เวลาน้อย เขียนด้วยสำนวนลีลาอีกแบบ เสน่ห์มันอยู่ตรงที่ ทำอย่างไรในพื้นที่จำกัดตายตัวอย่างงั้น เราจึงจะทำให้ได้ครบถ้วน พอเหมาะ พอดีกับเรื่องราวที่จะบอกกล่าว
          อีกอย่างคอลัมน์ เป็นเรื่องราวเหตุการณ์ในช่วงนั้น ๆ เมื่อผ่านเลยไประยะหนึ่งแล้วเรื่องอาจจะจืดชืด อ่านไม่สนุก แต่ในส่วนของผมพยามจะพูดถึงปัญหาหลักที่หมักหมมและเป็นจริงของชีวิตครู นักเรียนชนบท เป็นเหมือนเรื่องสั้นกลาย ๆ ทว่าก็เป็นบทความนั้นแหละนะ เสน่ห์มันอยู่ที่ได้เขียนถึงเรื่องพบเห็น กระทบใจทันทีทันใด.
กับงานหลักที่เป็นคุณครูของนักเรียน ไม่ทราบว่ามีกิจกรรมพิเศษเกี่ยวกับการเขียนให้เด็ก ๆ ทำบ้างหรือเปล่าคะ
          การที่เราสามารถแต่งเรื่องได้แล้วมีโอกาสสอนภาษาไทย ดูได้เปรียบคนอื่น ๆ อยู่มาก โดยเฉพาะการสร้างแรงจูงใจ หรือพลังเสริม อย่างจะสอนเรื่องแต่งกลอน กาพย์ โคลง เราจะแต่งกันสด ๆ เดี๋ยวนั้นเลย เอาเรื่องใกล้ ๆ ตัวของเด็กนักเรียนนั้นแหละ ให้เด็กมีส่วนร่วมส่วนคิด ช่วยกันเติมคนละนิดละหน่อย ถ้าเห็นว่าหาคำกันลำบากนัก ครูจึงค่อยเข้าไปเสนอคำให้เลือก อย่างที่ทราบเด็กบางคนอ่านหนังสือยังตะกุกตะกัก จะให้มีคลังคำอย่างผู้ใหญ่ คงลำบาก แต่เด็กบางคนเห็นชัดว่ามีพรสวรรค์ เขาเขียนได้ดีกว่าผู้ใหญ่บางคนเสียอีก
          เมื่อเด็กได้ออกมาเขียนเอง อ่านเอง เขาสนุก เราเป็นครูที่ไม่ซีเรียส โดยเฉพาะนิทานเล่าได้เป็นวรรคเป็นเวร แต่นิทานของผมมักจะจบลงตรงที่ว่า "โปรดติดตามตอนต่อไป ในวันพรุ่งนี้" เสมอ เพราะเป็นนิทานที่คิดขึ้นสด ๆ แล้วเล่าเป็นเรื่องเป็นราว
          ผมตระหนักถึงพื้นฐานการเขียนว่ามาจากอะไร ตรงไหน ยังนึกขอบคุณตนเองอยู่กระทั่งทุกวันนี้ที่เป็นคนชอบบันทึกไดอารี เมื่อมาสอนเด็กก็พยายามให้เขามีสมุดหนึ่งเล่มแล้วเขียนบันทึกประจำวันส่ง ให้เขียนทุกวันและจะตรวจทุกวันจันทร์ จากตรงนี้เห็นได้ชัดถึงพัฒนาการของเด็ก พื้นฐานตรงนี้นำไปสู่การเขียนเรื่อง หรือเรียงความ ย่อความ
          จากนั้นเราก็ส่งผลงานของเด็กเข้าร่วมแข่งขันตามที่ทางอำเภอ จังหวัดจัดขึ้น ได้รางวัลมาบ้างในบางครั้ง แต่บางครั้งก็แพ้เหมือนกัน บางทีจัดในห้อง ในโรงเรียน ใครเขียนเข้าท่าหน่อย นำไปประกาศ นำไปติดที่ป้ายนิเทศ แต่ผมมักไม่เห็นด้วยกับการแข่งขันชนิดเอาเป็นเอาตาย หรือแข่งขันเพื่อครูจะได้นำมาทำปริมาณงานเสนอขอขั้น ขอตำแหน่งเพิ่ม
          ในส่วนตัว ได้ไปเป็นวิทยากรเกี่ยวกับการเขียนเรื่องให้กับเด็ก ๆ ทั้งประถม มัธยม อุดมศึกษา ฯ อยู่บ่อยๆ ในรุ่นหนึ่ง ๆ อาจมีนักเขียนเกิดขึ้นเพียงคนเดียว หรือไม่มีเลยแต่ที่พวกเขาหันมาสนใจ หันมาอ่านหนังสือนั้นนับว่าคุ้มแล้ว
          อันที่จริงผมเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ ปีใดที่สอนเวียนหรือเป็นรายวิชา ผมจะทำหน้าที่ครูคณิตศาสตร์ ซึ่งยอมรับว่าสอนง่ายกว่าภาษาไทย คงเพราะคณิตมันมีหลักตายตัว แม้จะพลิกแพลงยังมีหลักเกณฑ์อยู่นั่นเอง จำหลักการใหญ่ ๆ ของมันได้ ทำได้แล้ว อย่างการบวกเลขตามลำดับ 1+2+3+4+5.... หรือการคูณ อะไรต่าง ๆ เนี่ยมีสูตรและมีข้อสังเกตง่าย ๆ แต่ภาษาไทยโดยเฉพาะการเขียน ไม่มีสูตรตายตัว แต่ทำได้ยากกว่า
แล้วมีกิจกรรมใดที่ประทับใจมากที่สุด
          กิจกรรมที่ประทับใจมากที่สุดนั้นหรือ มีเยอะ แต่ที่เลือกไว้อันดับแรก คือ การได้อ่านงานเขียนซื่อ ๆ ใส ๆ ของเด็ก อย่างเรื่องความฝันของพวกเขา หรือเรื่องอยากเรียนต่อ แต่... ผมเป็นคนค่อนข้างอ่อนไหว เวลาเด็กเขียนเล่าอะไรมาซื่อ ๆ แต่ได้ความและกินใจเนี่ย จะสะอึก แล้วอ่านต่อไม่ได้เลย ต้องหยุด ทำใจโดยทำทีไม่สนใจ เพราะถ้าอ่านต่อน้ำตาไหลแน่ เปล่านะ ผมไม่ใช่คนร้องไห้พร่ำเพรื่อ จำได้ว่าหยุดร้องไห้จริง ๆ มากว่า 20 ปีแล้ว ลูกเมีย คนใกล้ชิดไม่เคยเห็นน้ำตาผม แม้จะเผชิญอุปสรรคและความสูญเสียใหญ่หลวงเพียงใดก็ตาม แต่แปลกที่ถ้าผมอ่านหนังสือ ได้เรื่องเลย เรื่องกระทบใจนิด ๆ หน่อย ๆ กระบอกตาร้อนวาบทันที
           "ความอ่อนไหวบ้า ๆ นี้หรือเปล่าที่ชักพาให้มาเขียนหนังสือ?"
มีความรู้สึกอย่างไรกับวงการนักเขียน เมื่อเปรียบเทียบกับวงราชการที่ทำเป็นอาชีพหลักอยู่
           มีความรัก ความจริงใจมากกว่ากันชนิดเทียบกันไม่ได้ไม่ติดเลยล่ะ บางครั้งเป็นเพื่อนตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้าเลยว่างั้นเถอะ ครั้นได้พบได้เห็นเสมือนรู้จักกันมาแรมปีแล้ว และยังพร้อมที่จะอภัยให้อีก อิจฉาริษยาอาจจะมีแต่น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับวงการราชการ ประจบสอพลอเนี่ย ไม่มีเลย คนเขียนหนังสือ จะไม่เหมือนคนวงการอื่นอยู่อย่าง คือรักศักดิ์ศรี และเคารพตนเอง
          เปล่านะ ไม่ได้หมายความว่าวงการนักเขียนเลอเลิศประเสริฐศรีไปเสียทั้งหมด ที่ร้าย ๆ นั้นมีอยู่แน่นอน แต่ส่วนมากไม่ค่อยจะไปกระทบกับส่วนรวม ไม่เคยปรากฏว่านักเขียนคนไหนคอรัปชั่นเชิงนโยบาย จะคอรัปชั่นอยู่บ้างก็กับตัวเอง ไม่รักตัวเอง เช่น ดื่มจนตับแข็งงี้ เป็นต้น
ถ้าว่างจากงานสอนหนังสือ ชอบทำอะไรบ้างคะ
          ตกปลา ผมชอบตกปลาเป็นชีวิตจิตใจ แต่เวลาว่างจริง ๆ ก็น้อยเหลือเกิน
ตั้งความหวังกับผลงานไว้อย่างไรบ้าง
          อยากมีงานเขียนที่ดี ๆ และเป็นอมตะฝากไว้ในโลกก่อนตายอย่างน้อยสักเล่ม
ก่อนจบการสนทนา ยังมีข้อความทิ้งท้ายไว้ฝากกันว่า
          การจะเป็นนักเขียนได้คงไม่มีอะไรมากไปกว่า ลงมือเขียน
          แน่นอนว่าการเขียน จะทิ้งหรือละเว้นการอ่านไม่ได้เลย อ่านมาก ๆ แล้วมันจะซึมเข้าไปในสายเลือดเราเอง เวลามาเขียนจะรู้สึกว่าไม่ยากอย่างที่คิด เมื่อเขียนเสร็จอย่าเก็บไว้ดูคนเดียว อย่าอาย ขยับส่งไปให้ บก.นิตยสารต่าง ๆ เป็นคนตัดสินดีกว่า แล้วอย่าไปนั่งลุ้นว่าจะผ่านไม่ผ่าน ผ่านหรือได้รับการตีพิมพ์แล้วค่อยจะเขียนงานชิ้นต่อไป ถ้าอย่างนั้น โอกาสจะเป็นนักเขียนริบหรี่เต็มทน
          สำคัญ คือ ถ้าอยากเป็นนักเขียนอย่าท้อ ไม่มีงานใดที่จะต้องใช้ความอดทนและรอคอยมากเท่ากับงานเขียน แต่เมื่อสำเร็จแล้วดูเหมือนไม่มีงานใดจะภูมิใจ อิ่มใจได้เท่ากับงานเขียนอีกเหมือนกัน…

 
 
อ่านประวัติย่อของคุณสังคม เภสัชมาลา ได้ที่
จำนวนผู้เข้าชม 1711    
ชื่อผู้ใช้/อีเมล :  
รหัสผ่าน :